โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มักเกิดกับอวัยวะเพศชาย อาการเตือนและวิธีตรวจที่ควรรู้

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิดอาจเริ่มจากอาการเล็กน้อย เช่น แสบขัด ปวด คัน มีผื่น ตุ่ม แผล หรือมีของเหลวผิดปกติจากปลายอวัยวะเพศชาย แต่บางโรคอาจไม่มีอาการชัดในช่วงแรก บทความนี้สรุปอาการที่ควรสังเกต วิธีตรวจ และแนวทางป้องกันแบบเข้าใจง่าย

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มักเกิดกับอวัยวะเพศชายต้องสังเกตอะไร?

สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ ปัสสาวะแสบขัด มีหนองหรือของเหลวผิดปกติ ผื่น ตุ่มน้ำใส แผล เจ็บ บวม ปวดบริเวณอัณฑะ หรือต่อมน้ำเหลืองขาหนีบโต หากมีอาการเหล่านี้ควรงดความเสี่ยงชั่วคราวและพบแพทย์เพื่อตรวจยืนยัน เพราะโรคบางชนิดมีอาการคล้ายกัน แต่แนวทางรักษาแตกต่างกัน

การตรวจที่เหมาะสมอาจรวมถึงตรวจร่างกาย ตรวจปัสสาวะ เก็บตัวอย่างจากตำแหน่งที่มีอาการ หรือตรวจเลือด ขึ้นกับประวัติและอาการของแต่ละราย

สารบัญ

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์คืออะไร

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือ STI/STD คือกลุ่มโรคติดเชื้อที่แพร่ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดทางเพศหรือการสัมผัสสารคัดหลั่งบางประเภท เชื้ออาจเป็นแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อชนิดอื่น โรคบางชนิดรักษาได้ด้วยยาเมื่อวินิจฉัยถูกต้อง แต่บางชนิดอาจกลับเป็นซ้ำหรือจำเป็นต้องติดตามอาการระยะยาว

สำหรับผู้ชาย อาการมักถูกสังเกตจากอวัยวะเพศชาย หนังหุ้มปลาย ท่อปัสสาวะ อัณฑะ ขาหนีบ หรือผิวหนังบริเวณใกล้เคียง แต่การไม่มีอาการไม่ได้แปลว่าไม่มีการติดเชื้อเสมอไป การตรวจจึงสำคัญเมื่อมีความเสี่ยงหรือมีคู่นอนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น STI

ข้อสำคัญ: ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาทาใช้เอง เพราะอาจทำให้อาการดูเหมือนดีขึ้นชั่วคราว ตรวจยากขึ้น หรือเกิดการดื้อยาได้ ควรตรวจและรักษาตามคำแนะนำแพทย์

อาการเตือนที่ควรพบแพทย์

อาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อาจซ้อนกับโรคผิวหนัง การอักเสบของท่อปัสสาวะ การแพ้ ระคายเคือง หรือการติดเชื้ออื่น ดังนั้นควรใช้ “การตรวจ” เป็นตัวตัดสิน ไม่ใช่ดูรูปหรือเดาจากอาการเอง

อาการทางปัสสาวะ

ปัสสาวะแสบขัด ปวดแสบปลายท่อปัสสาวะ ปัสสาวะบ่อย หรือรู้สึกระคายเคืองผิดปกติ

ของเหลวผิดปกติ

มีหนองหรือของเหลวจากปลายอวัยวะเพศชาย สี กลิ่น หรือปริมาณผิดจากเดิม

ผื่น ตุ่ม แผล

มีตุ่มน้ำใส แผล เจ็บ คัน แสบ หรือผื่นบริเวณอวัยวะเพศชาย หนังหุ้มปลาย หรือขาหนีบ

ปวด บวม ต่อมน้ำเหลืองโต

ปวดอัณฑะ อัณฑะบวม เจ็บขาหนีบ หรือต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโต ควรตรวจเร็ว

ควรพบแพทย์เร็วขึ้น หากมีไข้ ปวดมาก อัณฑะบวม มีแผลลุกลาม มีหนองมาก หรือเคยสัมผัสความเสี่ยงแล้วเริ่มมีอาการ เพราะการรักษาช้าบางกรณีอาจเพิ่มโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มักพบกับอวัยวะเพศชาย

ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นกลุ่มโรคที่พบได้ในผู้ชายและเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการบริเวณอวัยวะเพศชายหรือระบบทางเดินปัสสาวะส่วนปลาย แต่การแยกโรคควรทำโดยแพทย์และการตรวจทางห้องปฏิบัติการเมื่อจำเป็น

1) หนองในแท้ (Gonorrhea)

หนองในแท้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ในผู้ชายอาจมีอาการแสบขัดเวลาปัสสาวะ มีของเหลวหรือหนองผิดปกติจากปลายอวัยวะเพศชาย หรือปวดอัณฑะในบางราย อย่างไรก็ตามบางคนอาจมีอาการไม่ชัด จึงควรตรวจเมื่อมีความเสี่ยง

หนองในแท้ในผู้ชาย อาการแสบขัดและมีของเหลวผิดปกติควรพบแพทย์
หนองในแท้เป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ควรตรวจและรักษาอย่างถูกต้อง

การวินิจฉัยอาจใช้การตรวจปัสสาวะหรือเก็บตัวอย่างจากตำแหน่งที่มีอาการ ส่วนการรักษาต้องใช้ยาตามแนวทางแพทย์ และควรแจ้งคู่นอนให้ตรวจร่วมด้วยเพื่อลดการติดเชื้อซ้ำ

2) เริมที่อวัยวะเพศ (Genital Herpes)

เริมที่อวัยวะเพศเกิดจากไวรัส HSV บางรายมีตุ่มน้ำใส แผล เจ็บ แสบ หรือคันบริเวณอวัยวะเพศชาย บางคนอาจมีอาการซ้ำเป็นช่วง ๆ ยาต้านไวรัสช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาของอาการได้ แต่ควรใช้ภายใต้คำแนะนำแพทย์

เริมที่อวัยวะเพศชาย อาการตุ่มหรือแผลที่ควรให้แพทย์ประเมิน
เริมที่อวัยวะเพศอาจกลับเป็นซ้ำได้ การวินิจฉัยที่ถูกต้องช่วยลดการแพร่เชื้อและลดความรุนแรงของอาการ

โรคนี้อาจแพร่เชื้อได้แม้อาการไม่ชัดในบางช่วง การพูดคุยกับคู่ การตรวจ และการดูแลตามแพทย์แนะนำจึงสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการครั้งแรกหรือมีอาการเกิดซ้ำบ่อย

3) ฝีมะม่วง หรือ LGV (Lymphogranuloma Venereum)

LGV เป็นการติดเชื้อคลาไมเดียบางสายพันธุ์ อาจเริ่มจากตุ่มหรือแผลเล็ก จากนั้นมีต่อมน้ำเหลืองขาหนีบอักเสบ บวม เจ็บ หรือมีอาการปวดร่วม การรักษามักใช้ยาปฏิชีวนะตามแนวทางแพทย์ และบางรายอาจต้องดูแลภาวะแทรกซ้อนร่วม

ฝีมะม่วงหรือ LGV ที่สัมพันธ์กับต่อมน้ำเหลืองขาหนีบอักเสบ
ฝีมะม่วงควรได้รับการตรวจและรักษาโดยแพทย์ เพราะบางรายอาจมีต่อมน้ำเหลืองอักเสบหรือภาวะแทรกซ้อน

หากมีต่อมน้ำเหลืองขาหนีบบวม เจ็บ เดินลำบาก หรือมีแผลร่วม ไม่ควรบีบ เจาะ หรือรักษาเอง ควรตรวจเพื่อแยกโรคและรับการรักษาที่ถูกต้อง

4) ซิฟิลิส (Syphilis)

ซิฟิลิสเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum อาจเริ่มด้วยแผลที่ไม่เจ็บหรือเจ็บน้อย จากนั้นอาจมีผื่นหรืออาการระบบอื่นตามระยะของโรค จุดสำคัญคืออาการบางช่วงอาจหายไปเอง แต่เชื้อยังคงอยู่และอาจลุกลามหากไม่ได้รักษา

ซิฟิลิสในผู้ชาย สัญญาณแผลหรือผื่นที่ไม่ควรมองข้าม
ซิฟิลิสอาจมีอาการเป็นระยะ และบางช่วงอาการอาจดูเหมือนดีขึ้นเอง แต่เชื้อยังต้องได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

การตรวจเลือดมีบทบาทสำคัญในการวินิจฉัยและติดตามผล ซิฟิลิสสามารถรักษาได้เมื่อได้รับยาที่เหมาะสมตามระยะโรค และควรตรวจคู่นอนตามคำแนะนำแพทย์

ตรวจอย่างไรให้ตรงโรค

การตรวจ STI ไม่ได้มีวิธีเดียวสำหรับทุกคน แพทย์จะพิจารณาจากอาการ ตำแหน่งที่มีอาการ ระยะเวลาหลังความเสี่ยง ประวัติการใช้ยา และโรคร่วม การตรวจเร็วและให้ข้อมูลตรงไปตรงมาช่วยให้เลือกแนวทางรักษาได้แม่นขึ้น

สิ่งที่ประเมิน ตัวอย่างวิธีตรวจ เหมาะกับกรณีใด
อาการที่ปลายท่อปัสสาวะ ตรวจปัสสาวะ หรือเก็บตัวอย่างจากตำแหน่งที่มีของเหลวผิดปกติ แสบขัด มีหนองหรือของเหลวผิดปกติ สงสัยหนองในหรือคลาไมเดีย
แผล ตุ่ม หรือผื่น ตรวจร่างกาย เก็บตัวอย่างจากแผลในบางกรณี และ/หรือตรวจเลือด สงสัยเริม ซิฟิลิส หรือโรคผิวหนังที่คล้าย STI
ต่อมน้ำเหลืองขาหนีบ ตรวจร่างกาย ประเมินแผลร่วม และตรวจเชื้อที่เกี่ยวข้อง ขาหนีบบวม เจ็บ มีแผลหรือตุ่มที่อวัยวะเพศร่วม
การติดตามหลังรักษา ตรวจซ้ำตามนัดหรือประเมินอาการร่วมกับผลตรวจ ป้องกันการติดเชื้อซ้ำ ประเมินการตอบสนองต่อการรักษา และตรวจคู่นอนเมื่อจำเป็น
ก่อนตรวจ: แจ้งแพทย์หากใช้ยาปฏิชีวนะ ยาทา หรือยาต้านไวรัสมาก่อน เพราะอาจมีผลต่ออาการและการแปลผลบางชนิด

ป้องกันและลดโอกาสแพร่เชื้ออย่างไร

การป้องกัน STI ต้องทำหลายด้านร่วมกัน ไม่ใช่แค่ดูว่าอีกฝ่ายมีอาการหรือไม่ เพราะหลายโรคอาจไม่มีอาการในช่วงแรก แต่ยังแพร่เชื้อได้

  • ใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อหลายชนิด
  • ตรวจ STI เมื่อมีความเสี่ยง มีคู่นอนใหม่ หรือมีอาการผิดปกติ
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างมีแผล ตุ่ม หนอง หรืออาการอักเสบ จนกว่าจะได้รับการประเมิน
  • ไม่ใช้ยาเอง ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะเหลือเก่า และไม่หยุดยาเองก่อนครบตามแพทย์สั่ง
  • แจ้งคู่นอนให้ตรวจหรือรักษาพร้อมกันเมื่อแพทย์แนะนำ เพื่อลดการติดซ้ำวนกลับ
  • พิจารณาวัคซีนที่เกี่ยวข้อง เช่น HPV หรือไวรัสตับอักเสบบี ตามคำแนะนำแพทย์และประวัติสุขภาพ

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์เฉพาะทาง

ควรพบแพทย์เมื่อมีอาการบริเวณอวัยวะเพศชายที่เกิดซ้ำ ไม่หายเอง หรือมีอาการที่ทำให้กังวล เพราะโรคติดเชื้อ โรคผิวหนัง และภาวะอักเสบหลายชนิดมีหน้าตาคล้ายกัน การตรวจจริงช่วยลดความเสี่ยงจากการรักษาผิดทาง

ควรตรวจเร็ว

เมื่อมีหนอง แผล ตุ่มน้ำใส ปวดอัณฑะ อัณฑะบวม มีไข้ หรือขาหนีบบวมเจ็บ

ควรตรวจแม้อาการน้อย

เมื่อมีความเสี่ยงหรือคู่นอนได้รับการวินิจฉัย STI เพราะบางโรคอาจไม่แสดงอาการชัด

ควรแจ้งข้อมูลตามจริง

ข้อมูลเรื่องอาการ ระยะเวลา ยาที่ใช้ และผลตรวจเดิมช่วยให้แพทย์วางแผนตรวจได้ตรงขึ้น

ควรติดตามผล

บางโรคต้องตรวจซ้ำหรือดูคู่นอนร่วมด้วย เพื่อป้องกันการกลับมาติดซ้ำและภาวะแทรกซ้อน

  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิดมีอาการชัด แต่บางชนิดอาจไม่มีอาการในช่วงแรก
  • อาการแสบขัด มีหนอง แผล ตุ่ม ผื่น อัณฑะปวด หรือขาหนีบบวม ควรตรวจ ไม่ควรเดาโรคเอง
  • โรคแบคทีเรียหลายชนิดรักษาได้เมื่อใช้ยาถูกต้อง ส่วนโรคไวรัสบางชนิดเน้นควบคุมอาการและลดการแพร่เชื้อ
  • การรักษาควรรวมถึงการประเมินคู่นอนเมื่อจำเป็น เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
  • บทความนี้ให้ความรู้เบื้องต้น ไม่ใช้แทนการตรวจ วินิจฉัย หรือรับยาโดยแพทย์

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในผู้ชาย

มีอาการแสบขัดและมีของเหลวผิดปกติ ใช่หนองในแน่นอนไหม?

ยังสรุปไม่ได้ เพราะอาการคล้ายกันได้หลายโรค เช่น หนองใน คลาไมเดีย หรือท่อปัสสาวะอักเสบจากสาเหตุอื่น ควรตรวจปัสสาวะหรือเก็บตัวอย่างตามแพทย์เห็นเหมาะสม

ไม่มีอาการ จำเป็นต้องตรวจ STI ไหม?

อาจจำเป็นหากมีความเสี่ยง มีคู่นอนใหม่ หรือคู่นอนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น STI เพราะบางโรคไม่มีอาการในช่วงแรก แต่ยังแพร่เชื้อหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนได้

เริมที่อวัยวะเพศรักษาหายขาดไหม?

เริมเป็นโรคไวรัสที่อาจกลับเป็นซ้ำได้ในบางคน ยาต้านไวรัสช่วยลดความรุนแรง ระยะเวลา และโอกาสแพร่เชื้อในบางกรณี แต่ควรให้แพทย์ประเมินก่อนใช้ยา

ซิฟิลิสถ้าแผลหายเองแล้วต้องรักษาไหม?

ควรตรวจและรักษาตามแพทย์แนะนำ เพราะแผลระยะแรกอาจหายได้เอง แต่เชื้ออาจยังอยู่และลุกลามสู่ระยะอื่นได้หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม

รักษาแล้วคู่นอนต้องตรวจด้วยไหม?

หลายกรณีควรให้คู่นอนตรวจหรือรักษาพร้อมกันตามคำแนะนำแพทย์ เพื่อลดโอกาสติดซ้ำและลดการแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว

ซื้อยากินเองก่อนได้ไหมถ้าเขินไม่อยากตรวจ?

ไม่ควรซื้อยาใช้เอง เพราะอาจรักษาไม่ตรงเชื้อ ทำให้อาการไม่หาย ตรวจยากขึ้น หรือเสี่ยงดื้อยา ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม

บริบททางการแพทย์และความน่าเชื่อถือ

บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ด้านสุขภาพเพศชาย ช่วยให้ผู้อ่านรู้จักอาการเตือนและเข้าใจว่าทำไมการตรวจจึงสำคัญ ไม่ได้ใช้แทนการตรวจ วินิจฉัย หรือรับยาโดยแพทย์ หากมีอาการผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินตามประวัติและผลตรวจจริง

หมอเบียร์ นพ.สืบพงษ์ เอ่งฉ้วน แพทย์เฉพาะทางศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา

ให้คำปรึกษาโดยแพทย์ด้านสุขภาพเพศชาย

หมอเบียร์ นพ.สืบพงษ์ เอ่งฉ้วน
แพทย์เฉพาะทางศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา (Urology) เลข ว.29458

แนวทางการดูแลผู้ป่วยจริงควรพิจารณาจากอาการ ผลตรวจ ประวัติสุขภาพ และความเสี่ยงเฉพาะบุคคล

แหล่งอ้างอิงทางการแพทย์

มีอาการผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศชาย หรือกังวลเรื่อง STI?

สามารถปรึกษาเบื้องต้นกับทีม Eternity Clinic เพื่อประเมินว่าควรตรวจอะไรต่อ โดยข้อมูลส่วนตัวควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและเป็นส่วนตัว

ปรึกษาเบื้องต้นผ่าน LINE


รับคำปรึกษาเบื้องต้น

สอบถามข้อมูลการรักษาและบริการเพิ่มเติม นัดหมายล่วงหน้า การเดินทางมาคลินิก
LINE:@ETERNITYCLINIC4
Facebook:@Eternityclinicthaiสืบพงษ์ เอ่งฉ้วน

นายแพทย์สืบพงษ์ เอ่งฉ้วน

ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ใบอนุญาตที่ 29458 ให้ไว้ ณ วันที่ 1 เมษายน 2546

เป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาศัลยศาสตร์ เลขที่ 18321/2551
ให้ไว้ ณ วันที่ 10 กรกฎาคม 2551 (General surgeon)

เป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา เลขที่
22611/2554 ให้ไว้ ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2554 (Urologist)

ประกาศนียบัตรเวชศาสัตร์ทางเพศ ได้รับการรับรองโดย สมาคมเพศศาสตร์คลินิกและเวชศาสตร์
ทางเพศแห่งประเทศไทย (TACSM)

บทความล่าสุด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *