ฝังมุกสไตล์หมอเบียร์ ช่วยเพิ่มความเสียวได้จริงไหม?

ฝังมุกกระจู๋

ฝังมุกสไตล์หมอเบียร์ กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในกลุ่มผู้ชาย หลายคนเชื่อว่าสามารถช่วยเพิ่มความเสียวและทำให้คู่รักพึงพอใจมากขึ้น แต่ในทางการแพทย์แล้ว วิธีการนี้มีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ และมีความเสี่ยงอะไรที่ควรรู้บ้าง บทความนี้จะพาไปเจาะลึกข้อมูลอย่างรอบด้าน

 

รู้จักการฝังมุกให้มากขึ้น

การฝังมุก ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ การเพิ่มจุดกระตุ้นหรือเพิ่มขนาดของอวัยวะเพศเฉพาะจุด ซึ่งการฝังมุกมีอยุ่ทั่วทุกมุมโลก แต่สำหรับประเทศไทยที่เราเคยได้ยินกันมาเกี่ยวกับการฝังมุก มักเป็นภาพจำที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก เพราะมีการฝังมุกเถื่อน หรือฝังมุกใต้ดินกันเป็นจำนวนมาก

ผลที่ตามมาทำให้อวัยวะเพศเน่า ติดเชื้อ จนในบางคนต้องตัดทิ้ง อีกทั้งยังทำให้คู่นอนของเรารู้สึกเจ็บอีกด้วย สาเหตุที่เป็นแบบนี้ เกิดจากการฝังมุกผิดตำแหน่ง วัสดุที่ใช้เป็นวัสดุที่แข็ง หรือใหญ่จนเกินไป และเพราะความไม่สะอาดเนื่องจากทำกันเองไม่ผ่านแพทย์ แผลจากการฝังมุกจึงมีโอกาสติดเชื้อสูง

นอกจากนี้ยังทำให้คู่นอนรู้สึกเจ็บแทนที่จะเสียวด้วย ดังนั้นการฝังมุกที่ดีนั้น ควรทำโดยแพทย์เฉพาะทาง เพื่อความปลอดภัย และสามารถฝังมุกได้ตามจุดจีสปอร์ต ทำให้การฝังมุกช่วยเพิ่มความเสียวในการมีเพศสัมพันธ์ได้จริง

ฝังมุกกระจู๋

เทคนิค “ฝังมุกสไตล์หมอเบียร์”

การฝังมุก จะไม่ช่วยให้เพิ่มความเสียวได้เลย หากมีการวางตำแหน่งในการฝังที่ผิด และเลือกขนาดของมุกได้ไม่เหมาะสม เพราะจะทำให้เกิดอาการเจ็บแทน หมอเบียร์ที่มองเห็นถึงความสำคัญตรงจุดนี้ จึงได้มีการสอบถามคนไข้ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลของแต่ละคนก่อนว่า ชอบมีเพศสัมพันธ์ท่าไหนเป็นพิเศษ

เพราะการที่มุกจะสามารถใช้งานได้ดีนั้น ต้องฝังให้อยู่ในจุดที่สามารถกระตุ้นจุด G Spot ได้ หรือตำแหน่งที่หมอเบียร์ชองเรียกว่า ตำแหน่งมุกเบนซ์ คือ สามารถช่วยกระตุ้น G Spot ได้ในทุกท่วงท่า ดังนี้ คนที่ชื่อบชอบท่าเบสิค หรือ Missionary ตำแหน่งของมุกควรจะอยู่หลังหัวอวัยวะเพศ จึงจะสามารถกระตุ้นในส่วนของ G Spot ได้ดี

สำหรับคนที่ชื่นชอบการมีเพศสัมพันธ์ด้วยท่าหันหลัง หรือ ท่า Doggy ตำแหน่งของการฝังมุกจะอยู่ด้านล่างของอวัยวะเพศ คนที่ชอบการมีเพศสัมพันธ์ด้วนท่าที่หันข้าง การฝังมุกก็จะอยู่ด้านล่างเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าการฝังมุกที่ดี ควรกระตุ้นจุด G Spot ในทุกกระบวนท่าในการมีเพศสัมพันธ์ หรือตรงตามความพึงพอใจของแต่ละคนมากที่สุดนั่นเอง

ขนาดของมุกที่เหมาะสมในการฝัง

ขนาดของมุกที่ต้องการฝัง ต้องมีขนาดเท่าไหร่? คงเป็นคำถามสำหรับคนที่กำลังตัดสินใจฝังมุกตั้งข้อสงสัยกัน ซึ่งความจริงแล้ว ขนาดของมุกขึ้นอยู่กับขนาดของอวัยวะเพศแต่ละคน เนื่องจากขนาดที่แตกต่างกัน จะเหมาะสมกับขนาดของมุกต่างกันด้วย แต่ที่สำคัญคือ ขนาดของมุกที่จะฝัง ต้องไม่ใหญ่เกินไป เพราะจะทำให้คู่นอนของคุณรู้สึกเจ็บแทน โดยขนาดส่วนใหญ่ที่ฝังกันจะอยู่ที่ประมาณ 4 – 8 mm    ซึ่งถ้าไม่รู้จะฝังขนาดเท่าไหร่ หมอเบียร์แนะนำอยู่ที่ 5 – 6 mm กำลังพอดี

ฝังมุกกระจู๋

การฝังมุกที่ดี เม็ดมุกควรทำมาจากอะไร

มุกที่ดี ควรทำมาจากวัสดุที่มีความยืดหยุ่น ไม่แข็งจนเกินไป เพราะจะทำให้เจ็บได้ ดังนั้นวัสดุในการฝังมุกที่แนะนำควรทำมาจากซิลิโคน ส่วนมุกที่ทำมาจากวัสดุอื่น เช่น ลูกแก้ว ลูกปัด หรือวัสดุที่แข็ง จะทำให้คู่นอนของเรารู้สึกเจ็บ รวมถึงตัวเราด้วย และอาจบาดจนทำให้เกิดแผลหรือติดเชื้อได้ ดังนั้นนอกจากตำแหน่งในการฝังแล้ว การเลือกวัสดุก็สำคัญต่อการฝังมุกไม่แพ้กัน

ฝังมุกกระจู๋

ทำไมต้องขลิบก่อนฝังมุก

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ว่า ตำแหน่งของการฝังมุกนั้นสำคัญ ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดตำแหน่งเคลื่อน จึงแนะนำให้คนที่ต้องการฝังมุก ขลิบอวัยวะเพศก่อน เพราะมีหลายเคสที่มาให้หมอเบียร์แก้ เพราะมุกที่ฝังเคลื่อนไปอยู่ที่โคนอวัยวะเพศ จนทำให้คู่นอนรู้สึกเจ็บจนไม่อยากมีเพศสัมพันธ์ด้วย

เนื่องจากอวัยวะเพศชายที่มีหนังหุ้มปลายเยอะ ทำให้ตำแหน่งของมุกเลื่อนไปตามการเข้าออกของอวัยวะเพศ หรือเลื่อนตำแหน่งเมื่ออวัวะเพศแข็งตัว เพื่อให้ตำแหน่งของมุกอยู่ในจุดที่ต้องการ หมอเบียร์จึงแนะนำให้ขลิบก่อน โดยการขลิบที่ดีที่สุด และแผลออกมาสวย

ในปัจจุบันนี้คงจ้องยกให้การ “ขลิบไร้เลือด” โดยเฉพาะการขลิบด้วยเครื่องมือรุ่นไทเทเนียม ที่ดีที่สุดในปัจจุบัน เพราะจะทำให้แผลออกมาดูสวยกว่าการขลิบด้วยเครื่องมือหรือวิธีอื่น เมื่อแผลสวยแล้ว การฝังมุกก็จะทำให้น้องชายออกมาดูดีตามความพึงพอใจของคนไข้นั่นเอง

คลิกดูรีวิวฝังมุก

ฝังมุกกระจู๋

สรุป ฝังมุกสไตล์หมอเบียร์

การฝังมุกสไตล์หมอเบียร์ ตำแหน่งที่ใช้ฝังถือเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยก่อนการฝังจะมีการพูดคุยถึงรสนิยม ความชอบของแต่ละคนก่อน เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาใช้งานได้จริง และใช้งานได้ดี นอกจากนี้ขนาดและวัสดุของมุกที่ใช้ฝังก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยขนาดที่ฝังขึ้นอยู่กับขนาดอววัยวะเพศ

ซึ่งขนาดของมุกที่ส่วนใหญ่ใช้กันจะอยู่ที่ 4 – 8 mm  และวัสดุที่ใช้ควรทำมาจากซิลิโคน เพราะมีความยืดหยุ่นจึงไม่ทำให้คู่นอนรู้สึกเจ็บ อีกหนึ่งสิ่งที่จะทำให้ตำแหน่งของมุกนั้นไม่เคลื่อน หรือเลื่อนจนทำให้ตำแหน่งที่วางเกิดการผิดเพี้ยน นั่นก็คือการขลิบหนังหุ้มปลาย เพราะถ้ามีหนังหุ้มปลายเยอะโอกาสที่มุกจะเคลื่อนไปผิดตำแหน่งสูง

หากใครที่สนใจฝังมุก พร้อมกับขลิบ หรือไปที่เดียวครบจบทุกบริการเรื่องน้องชาย สามารถติดต่อได้ที่ Eternity Clinic By หมอเบียร์ นพ.สืบพงษ์ เอ่งฉ้วน โดยคลิก ติดต่อคลิกนิก หรือสอบถามผ่านทาง Line OA เพื่อพูดคุยสอบถามกับทางทีมผู้เชี่ยวชาญของคลินิกฟรี

 

Q&A คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฝังมุกสไตล์หมอเบียร์ ช่วยเพิ่มความเสียวได้จริงไหม?

 

Q : ฝังมุกสไตล์หมอเบียร์ ต่างจากฝังมุกทั่วไปยังไง?

A : หมอเบียร์จะประเมิน “ท่าที่ชอบ” ของแต่ละคน แล้วออกแบบตำแหน่งมุกให้ไปกระตุ้น G Spot ได้จริง ใช้มุกซิลิโคน นิ่ม ปลอดภัย และเน้นตำแหน่งมุกเบนซ์ที่ใช้งานได้หลายท่วงท่าครับ

 

Q : ฝังมุกช่วยเพิ่มความเสียวได้จริงไหม?

A : ถ้าวางตำแหน่งถูก ขนาดเหมาะสม และใช้วัสดุที่ดี จะช่วยเพิ่มแรงเสียดสีและการกระตุ้นภายใน ทำให้คู่นอนรู้สึกเสียวมากขึ้นได้จริงครับ

 

Q : ขนาดมุกที่เหมาะสมควรเท่าไหร่?

A : ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 4 – 8 มิลลิเมตร โดยหมอเบียร์มักแนะนำ 5 – 6 มิล เป็นไซซ์กำลังพอดี ไม่ใหญ่เกินไปจนทำให้คู่นอนเจ็บครับ

 

Q : มุกที่ใช้ฝังควรทำจากวัสดุอะไร?

A : แนะนำเป็น ซิลิโคนทางการแพทย์ เพราะนิ่ม ยืดหยุ่น ลดโอกาสบาดคู่นอน ต่างจากวัสดุแข็งอย่างลูกแก้ว/ลูกปัดที่เสี่ยงเจ็บและติดเชื้อครับ

 

Q : ทำไมต้องขลิบก่อนฝังมุก?

A : เพราะหนังหุ้มปลายที่เยอะทำให้ “มุกเลื่อนตำแหน่ง” ไปกองอยู่โคนได้ ขลิบก่อนช่วยล็อกตำแหน่งมุกให้คงที่ กระตุ้นได้ตรงจุด และดูสวยกว่าเวลาตั้งชันครับ

 

คลิกที่นี่ ปรึกษาการฝังมุก กับ หมอเบียร์ นพ.สืบพงษ์ เอ่งฉ้วน แพทย์เฉพาะทางศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา (Urology) เลข ว.29458

author avatar
นพ.สืบพงษ์ เอ่งฉ้วน
ใบอนุญาตเลขที่ 29458

รับคำปรึกษาเบื้องต้น

สอบถามข้อมูลการรักษาและบริการเพิ่มเติม นัดหมายล่วงหน้า การเดินทางมาคลินิก
LINE:@ETERNITYCLINIC4
Facebook:@Eternityclinicthaiสืบพงษ์ เอ่งฉ้วน

นายแพทย์สืบพงษ์ เอ่งฉ้วน

ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ใบอนุญาตที่ 29458 ให้ไว้ ณ วันที่ 1 เมษายน 2546

เป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาศัลยศาสตร์ เลขที่ 18321/2551
ให้ไว้ ณ วันที่ 10 กรกฎาคม 2551 (General surgeon)

เป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา เลขที่
22611/2554 ให้ไว้ ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2554 (Urologist)

ประกาศนียบัตรเวชศาสัตร์ทางเพศ ได้รับการรับรองโดย สมาคมเพศศาสตร์คลินิกและเวชศาสตร์
ทางเพศแห่งประเทศไทย (TACSM)

บทความล่าสุด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *