โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis) คือภาวะที่เกิดจากการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะ โดยส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะ (UTI) โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มีท่อปัสสาวะสั้นและอยู่ใกล้กับทวารหนัก ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่ายกว่าผู้ชาย
หนึ่งในสาเหตุยอดฮิตคือ หลังมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งอาจนำพาแบคทีเรียเข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะโดยไม่รู้ตัว นอกจากการติดเชื้อ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นที่กระตุ้นให้เกิดภาวะนี้ เช่น การทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นไม่ถูกวิธี การใช้ผ้าอนามัยแบบสอด การสวนปัสสาวะ หรือแม้กระทั่งผลข้างเคียงจากยา การฉายรังสี และโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะ อย่ามองข้ามอาการปัสสาวะผิดปกติ เพราะหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจลุกลามกลายเป็นการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนบน และกระทบถึงการทำงานของไตได้ในระยะยาว

อาการใดบ้างที่บ่งบอกว่า คุณกำลังเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ?
ปวดปัสสาวะบ่อยมากกว่า 10 ครั้งต่อวันแบบกะปริบกะปรอย โดยเฉพาะต้องลุกมาปัสสาวะบ่อยมากขึ้นในเวลากลางคืน ปัสสาวะแสบขัด เมื่อปัสสาวะสุด อาจมีเจ็บเสียวบริเวณปลายหลอดปัสสาวะ ในบางรายอาจมีปัสสาวะปนเลือด
กระเพาะปัสสาวะอักเสบ รักษาอย่างไรบ้าง?
โดยทั่วไปจะให้รับประทานยาปฏิชีวนะประมาณ 3-5 วัน แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการรุนแรงอาจต้องรับประทานยาปฏิชีวนะนาน 7-10 วัน
กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ป้องกันได้อย่างไร?
- หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะนานๆโดยไม่จำเป็น เพราะอาจทำให้แบคทีเรียที่ค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะเจริญเติบโตได้ดี
- ควรดื่มน้ำมากๆ ประมาณวันละ 8 -10 แก้วต่อวัน เพื่อช่วยขับเชื้อโรคออกจากร่างกายโดยเร็ว
- ควรทำความสะอาดอวัยวะเพศทุกครั้งหลังปัสสาวะและอุจจาระเสร็จ ผู้หญิงควรทำความสะอาดอวัยวะเพศจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ
- ควรทำความสะอาดร่างกายและปัสสาวะทิ้งทันทีหลังการมีเพศสัมพันธ์
ปัสสาวะบ่อย อันตรายหรือไม่?
โดยปกติแล้ว เราจะปัสสาวะเฉลี่ย 6 – 8 ครั้งต่อวัน แต่หากมีการเข้าห้องน้ำที่บ่อยมากกว่านี้ นอกจากพฤติกรรมการดื่มน้ำที่มากเกินไป นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาสุขภาพบางอย่างได้
- โรคเบาหวาน เพราะร่างกายไม่สามารถควบคุมน้ำตาลกลูโคสในเลือดที่สูงได้ ร่างกายจึงพยายามปรับโดยกำจัดน้ำตาลกลูโคสส่วนเกินผ่านปัสสาวะ
- โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นการอักเสบติดเชื้อต่อเนื่องมาจากท่อปัสสาวะ เกิดจากการกลั้นปัสสาวะนานๆ บ่อยๆ ทำความสะอาดอวัยวะเพศไม่ดีพอ
- โรคไต เนื่องมาจากการทำงานที่ผิดปกติของไต ไตไม่สามารถดูดน้ำกลับเข้าสู่ร่างกายได้ดีเช่นเดิม จึงทำให้น้ำถูกขับออกจากร่างกายมากกว่า และบ่อยกว่าปกติ
- ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน หรือโอเอบี (OAB) จะมีอาการปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวันและกลางคืน ปวดปัสสาวะอย่างฉับพลันไม่สามารถรอได้ และปัสสาวะเล็ดราด
- ต่อมลูกหมากโต ภาวะที่ต่อมลูกหมากมีขนาดใหญ่ผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ และไปกดทับท่อปัสสาวะให้ตีบเล็กลง ทำให้มีอาการปัสสาวะติดขัด ปัสสาวะไม่สุด ส่งผลให้ต้องปัสสาวะบ่อย
- ตั้งครรภ์ เนื่องจากมดลูกของผู้หญิงจะขยายใหญ่ขึ้นจนไปกดทับกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ปัสสาวะบ่อยมากกว่าปกติ
- ยา และสารบางชนิด ยาบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงทำให้ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติได้ เช่น ยาขับปัสสาวะ รวมถึงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีนในปริมาณมากๆ
หากคุณมีอาการปัสสาวะบ่อย โดยที่ไม่ได้ดื่มน้ำ หรือไม่ได้บริโภคคาเฟอีน และแอลกอฮอล์มากกว่าปกติ ปัสสาวะบ่อยจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการนอนหลับ และมีอาการอื่นๆ ที่เป็นสัญญาณอันตราย เช่น ปัสสาวะเป็นเลือด มีอาการเจ็บขณะปัสสาวะ มีปัญหาเกี่ยวกับการกลั้นปัสสาวะ มีไข้ เป็นต้น ควรพบแพทย์ทันที ใครที่มีปัญหานี้อยู่สามารปรึกษาศัลยแพทย์ที่ชำนาญด้านระบบปัสสาวะ (Urologist) นพ.สืบพงษ์ เอ่งฉ้วน (เลข ว.29458) ได้นะครับ
Q&A คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
Q : อาการของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบเป็นอย่างไร?
A : อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปัสสาวะแสบขัด ปวดปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ ปัสสาวะปนเลือด ปัสสาวะสุดแล้วเจ็บเสียว และบางรายมีอาการปวดท้องน้อยร่วมด้วย
Q : กระเพาะปัสสาวะอักเสบเกิดจากสาเหตุอะไร?
A : สาเหตุหลักคือการติดเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้ยังเกิดจากการทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นไม่ถูกวิธี การกลั้นปัสสาวะนาน ใช้ผ้าอนามัยแบบสอด การสวนปัสสาวะ หรือผลข้างเคียงจากยาและโรคอื่น ๆ เช่น เบาหวาน
Q : โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบรักษาอย่างไร?
A : โดยทั่วไปแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะ 3–5 วัน หากอาการรุนแรงอาจต้องใช้ยา 7 – 10 วัน และควรดื่มน้ำมาก ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะ
Q : ปัสสาวะบ่อยเสี่ยงเป็นโรคอะไรบ้าง?
A : หากปัสสาวะบ่อยผิดปกติ อาจเกี่ยวข้องกับ เบาหวาน, โรคไต, กระเพาะปัสสาวะอักเสบ, ต่อมลูกหมากโต, ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไว (OAB), การตั้งครรภ์ หรือผลข้างเคียงจากยา เช่น ยาขับปัสสาวะ
Q : ควรพบแพทย์เมื่อใด?
A : หากมีอาการปัสสาวะบ่อยร่วมกับปวดแสบขัด ปัสสาวะปนเลือด มีไข้ หรือปัสสาวะไม่สุด ควรรีบปรึกษาแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะทันที














รับคำปรึกษาเบื้องต้น
สอบถามข้อมูลการรักษาและบริการเพิ่มเติม นัดหมายล่วงหน้า การเดินทางมาคลินิก
LINE:@ETERNITYCLINIC4
Facebook:@Eternityclinicthai
นายแพทย์สืบพงษ์ เอ่งฉ้วน
ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ใบอนุญาตที่ 29458 ให้ไว้ ณ วันที่ 1 เมษายน 2546
เป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาศัลยศาสตร์ เลขที่ 18321/2551
ให้ไว้ ณ วันที่ 10 กรกฎาคม 2551 (General surgeon)
เป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา เลขที่
22611/2554 ให้ไว้ ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2554 (Urologist)
ประกาศนียบัตรเวชศาสัตร์ทางเพศ ได้รับการรับรองโดย สมาคมเพศศาสตร์คลินิกและเวชศาสตร์
ทางเพศแห่งประเทศไทย (TACSM)
บทความล่าสุด
การฝังอุปกรณ์ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ (Penile implants)
ภาวะเสื่อมสมรรถ
เทคนิคการควบคุมการหลั่งเร็ว: การฝึกฝนและการใช้เทคนิคพิเศษ
หนึ่งในปัญหาทาง
การใช้ยาเพื่อเพิ่มความยาวอวัยวะเพศ: ประสิทธิภาพและความปลอดภัย
หยุดที่จะมองข้า
ผลข้างเคียงจากการเพิ่มขนาดอวัยวะเพศ ด้วยการใช้ยาและการผ่าตัด
การมีขนาดอวัยวะ
ขลิบไร้เลือด ต่างจากขลิบปกติอย่างไร
น้องชายมีกลิ่นเ
ขลิบมีกี่แบบ ขลิบแบบไหนดีที่หมอเบียร์แนะนำ
หลายคนยังไม่ทรา
ขลิบดีไหม ข้อดีของการขลิบที่คุณอาจยังไม่รู้
หลายคนอาจสงสัยว
ขลิบคืออะไร ทำไมถึงต้องขลิบหนังหุ้มปลาย
ขลิบคืออะไร ทำไ