ปวดปัสสาวะบ่อย แสบขัด กลั้นไม่อยู่ อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก!

ปัสสาวะแสบขัด

โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis) คือภาวะที่เกิดจากการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะ โดยส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะ (UTI) โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มีท่อปัสสาวะสั้นและอยู่ใกล้กับทวารหนัก ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่ายกว่าผู้ชาย

หนึ่งในสาเหตุยอดฮิตคือ หลังมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งอาจนำพาแบคทีเรียเข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะโดยไม่รู้ตัว นอกจากการติดเชื้อ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นที่กระตุ้นให้เกิดภาวะนี้ เช่น การทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นไม่ถูกวิธี การใช้ผ้าอนามัยแบบสอด การสวนปัสสาวะ หรือแม้กระทั่งผลข้างเคียงจากยา การฉายรังสี และโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะ อย่ามองข้ามอาการปัสสาวะผิดปกติ เพราะหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจลุกลามกลายเป็นการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนบน และกระทบถึงการทำงานของไตได้ในระยะยาว

ปัสสาวะบ่อย (ถี่)

อาการใดบ้างที่บ่งบอกว่า คุณกำลังเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ?

ปวดปัสสาวะบ่อยมากกว่า 10 ครั้งต่อวันแบบกะปริบกะปรอย โดยเฉพาะต้องลุกมาปัสสาวะบ่อยมากขึ้นในเวลากลางคืน ปัสสาวะแสบขัด เมื่อปัสสาวะสุด อาจมีเจ็บเสียวบริเวณปลายหลอดปัสสาวะ ในบางรายอาจมีปัสสาวะปนเลือด

ปวดหน่วงท้องน้อย

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ รักษาอย่างไรบ้าง?

โดยทั่วไปจะให้รับประทานยาปฏิชีวนะประมาณ 3-5 วัน แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการรุนแรงอาจต้องรับประทานยาปฏิชีวนะนาน 7-10 วัน

ปัสสาวะไม่สุด

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ป้องกันได้อย่างไร?

  • หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะนานๆโดยไม่จำเป็น เพราะอาจทำให้แบคทีเรียที่ค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะเจริญเติบโตได้ดี
  • ควรดื่มน้ำมากๆ ประมาณวันละ 8 -10 แก้วต่อวัน เพื่อช่วยขับเชื้อโรคออกจากร่างกายโดยเร็ว
  • ควรทำความสะอาดอวัยวะเพศทุกครั้งหลังปัสสาวะและอุจจาระเสร็จ ผู้หญิงควรทำความสะอาดอวัยวะเพศจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ
  • ควรทำความสะอาดร่างกายและปัสสาวะทิ้งทันทีหลังการมีเพศสัมพันธ์

กลั้นปัสสาวะไม่อยู่

ปัสสาวะบ่อย อันตรายหรือไม่?

โดยปกติแล้ว เราจะปัสสาวะเฉลี่ย 6 – 8 ครั้งต่อวัน แต่หากมีการเข้าห้องน้ำที่บ่อยมากกว่านี้ นอกจากพฤติกรรมการดื่มน้ำที่มากเกินไป นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาสุขภาพบางอย่างได้

โรคเบาหวาน

  • โรคเบาหวาน เพราะร่างกายไม่สามารถควบคุมน้ำตาลกลูโคสในเลือดที่สูงได้ ร่างกายจึงพยายามปรับโดยกำจัดน้ำตาลกลูโคสส่วนเกินผ่านปัสสาวะ

ปัสสาวะเป็นเลือด

  • โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นการอักเสบติดเชื้อต่อเนื่องมาจากท่อปัสสาวะ เกิดจากการกลั้นปัสสาวะนานๆ บ่อยๆ ทำความสะอาดอวัยวะเพศไม่ดีพอ

ปัสสาวะขุ่น

  • โรคไต เนื่องมาจากการทำงานที่ผิดปกติของไต ไตไม่สามารถดูดน้ำกลับเข้าสู่ร่างกายได้ดีเช่นเดิม จึงทำให้น้ำถูกขับออกจากร่างกายมากกว่า และบ่อยกว่าปกติ

ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็น

  • ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน หรือโอเอบี (OAB) จะมีอาการปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวันและกลางคืน ปวดปัสสาวะอย่างฉับพลันไม่สามารถรอได้ และปัสสาวะเล็ดราด

เจ็บเสียวปลายท่อปัสสาวะ

  • ต่อมลูกหมากโต ภาวะที่ต่อมลูกหมากมีขนาดใหญ่ผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ และไปกดทับท่อปัสสาวะให้ตีบเล็กลง ทำให้มีอาการปัสสาวะติดขัด ปัสสาวะไม่สุด ส่งผลให้ต้องปัสสาวะบ่อย

ปวดเบ่ง

  • ตั้งครรภ์ เนื่องจากมดลูกของผู้หญิงจะขยายใหญ่ขึ้นจนไปกดทับกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ปัสสาวะบ่อยมากกว่าปกติ

เจ็บเสียวปลายท่อปัสสาวะ

  • ยา และสารบางชนิด ยาบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงทำให้ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติได้ เช่น ยาขับปัสสาวะ รวมถึงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีนในปริมาณมากๆ

ปวดหน่วงท้องน้อย

หากคุณมีอาการปัสสาวะบ่อย โดยที่ไม่ได้ดื่มน้ำ หรือไม่ได้บริโภคคาเฟอีน และแอลกอฮอล์มากกว่าปกติ ปัสสาวะบ่อยจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการนอนหลับ และมีอาการอื่นๆ ที่เป็นสัญญาณอันตราย เช่น ปัสสาวะเป็นเลือด มีอาการเจ็บขณะปัสสาวะ มีปัญหาเกี่ยวกับการกลั้นปัสสาวะ มีไข้ เป็นต้น ควรพบแพทย์ทันที ใครที่มีปัญหานี้อยู่สามารปรึกษาศัลยแพทย์ที่ชำนาญด้านระบบปัสสาวะ (Urologist) นพ.สืบพงษ์ เอ่งฉ้วน (เลข ว.29458) ได้นะครับ

ปวดปัสสาวะ

Q&A คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

 

Q : อาการของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบเป็นอย่างไร?

A : อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปัสสาวะแสบขัด ปวดปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ ปัสสาวะปนเลือด ปัสสาวะสุดแล้วเจ็บเสียว และบางรายมีอาการปวดท้องน้อยร่วมด้วย

 

Q : กระเพาะปัสสาวะอักเสบเกิดจากสาเหตุอะไร?

A : สาเหตุหลักคือการติดเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้ยังเกิดจากการทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นไม่ถูกวิธี การกลั้นปัสสาวะนาน ใช้ผ้าอนามัยแบบสอด การสวนปัสสาวะ หรือผลข้างเคียงจากยาและโรคอื่น ๆ เช่น เบาหวาน

 

Q : โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบรักษาอย่างไร?

A : โดยทั่วไปแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะ 3–5 วัน หากอาการรุนแรงอาจต้องใช้ยา 7 – 10 วัน และควรดื่มน้ำมาก ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะ

 

Q : ปัสสาวะบ่อยเสี่ยงเป็นโรคอะไรบ้าง?

A : หากปัสสาวะบ่อยผิดปกติ อาจเกี่ยวข้องกับ เบาหวาน, โรคไต, กระเพาะปัสสาวะอักเสบ, ต่อมลูกหมากโต, ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไว (OAB), การตั้งครรภ์ หรือผลข้างเคียงจากยา เช่น ยาขับปัสสาวะ

 

Q : ควรพบแพทย์เมื่อใด?

A : หากมีอาการปัสสาวะบ่อยร่วมกับปวดแสบขัด ปัสสาวะปนเลือด มีไข้ หรือปัสสาวะไม่สุด ควรรีบปรึกษาแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะทันที

 

คลิกที่นี่ ปรึกษาปัญหาปวดปัสสาวะบ่อย แสบขัด กลั้นไม่อยู่ กับ หมอเบียร์ นพ.สืบพงษ์ เอ่งฉ้วน แพทย์เฉพาะทางศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา (Urology) เลข ว.29458

author avatar
นพ.สืบพงษ์ เอ่งฉ้วน
ใบอนุญาตเลขที่ 29458

รับคำปรึกษาเบื้องต้น

สอบถามข้อมูลการรักษาและบริการเพิ่มเติม นัดหมายล่วงหน้า การเดินทางมาคลินิก
LINE:@ETERNITYCLINIC4
Facebook:@Eternityclinicthaiสืบพงษ์ เอ่งฉ้วน

นายแพทย์สืบพงษ์ เอ่งฉ้วน

ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ใบอนุญาตที่ 29458 ให้ไว้ ณ วันที่ 1 เมษายน 2546

เป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาศัลยศาสตร์ เลขที่ 18321/2551
ให้ไว้ ณ วันที่ 10 กรกฎาคม 2551 (General surgeon)

เป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา เลขที่
22611/2554 ให้ไว้ ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2554 (Urologist)

ประกาศนียบัตรเวชศาสัตร์ทางเพศ ได้รับการรับรองโดย สมาคมเพศศาสตร์คลินิกและเวชศาสตร์
ทางเพศแห่งประเทศไทย (TACSM)

บทความล่าสุด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *